มีภาพหนึ่งของ “หลวงพ่อคูณบริจาคร่างกาย” ที่หลายคนอาจเคยผ่านตา แต่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังของภาพนั้น คือเรื่องราวที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากจดจำมาจนถึงทุกวันนี้
เป็นภาพของพระชรารูปหนึ่ง
นั่งอยู่บนรถเข็น
สีหน้ายังคงเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น กลับเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากจดจำมาจนถึงวันนี้
เพราะวันนั้น คือวันที่หลวงพ่อคูณเดินทางไป “บริจาคร่างกาย” ด้วยตัวเอง
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2543
หลวงพ่อคูณได้เดินทางไปยัง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อทำเรื่องบริจาคร่างกายเป็น “อาจารย์ใหญ่”
ท่านไม่ได้ให้ลูกศิษย์จัดการแทน
ไม่ได้เพียงสั่งไว้ปากเปล่า
แต่เลือกเดินทางไปด้วยตัวเอง พร้อมลงลายมือชื่อในเอกสารพินัยกรรมอย่างชัดเจน
ในเอกสารนั้น หลวงพ่อคูณระบุว่า
หลังมรณภาพ ให้ส่งร่างไปยังมหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อใช้ศึกษาทางการแพทย์
และยังขอไว้ด้วยว่า
ไม่ต้องจัดพิธีใหญ่โต
ไม่ต้องเก็บร่างไว้นาน
ทุกอย่างให้เรียบง่ายที่สุด
หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น เล่าว่า หลวงพ่อคูณพูดเรื่องการบริจาคร่างกายแบบธรรมดามาก
ราวกับเป็นเรื่องปกติ
ทั้งที่สำหรับคนทั่วไป เรื่องแบบนี้อาจเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต
แต่สำหรับหลวงพ่อคูณ ร่างกายเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว
หากเมื่อตายไปแล้ว ยังสามารถสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้ ก็ควรทำ
นั่นคือแนวคิดที่ท่านยึดถือมาตลอดชีวิต
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้คนรู้จักหลวงพ่อคูณในฐานะ “พระผู้ให้”
ทั้งการสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ถนน และช่วยเหลือผู้คนจำนวนมาก
คำพูดสั้น ๆ อย่าง
“กูให้”
กลายเป็นคำที่คนไทยจดจำ
แต่ดูเหมือนว่า แม้ในวันสุดท้ายของชีวิต หลวงพ่อคูณก็ยังเลือก “ให้” เป็นครั้งสุดท้าย
หลังจากหลวงพ่อคูณละสังขารเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ร่างของท่านก็ถูกส่งต่อไปยังมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตามเจตนารมณ์ที่เขียนไว้ทุกประการ
ต่อมาร่างของท่านถูกใช้ศึกษาในฐานะ “อาจารย์ใหญ่” อยู่ประมาณ 2 ปี
และสิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ หลังข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป จำนวนคนไทยที่ตัดสินใจบริจาคร่างกายก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ราวกับว่า แม้หลังละสังขารไปแล้ว หลวงพ่อคูณก็ยังคงสอนผู้คนผ่านการกระทำของท่านเอง
บางที…นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้คนยังคงรักและศรัทธาหลวงพ่อคูณมาจนถึงทุกวันนี้
ไม่ใช่เพียงเพราะวัตถุมงคลชื่อดัง
แต่เพราะชีวิตของท่าน คือคำสอนที่มองเห็นได้จริง


ใส่ความเห็น